10/3/56

ความเชื่อผิดๆ ในการซื้อรถมือสอง

ความเชื่อผิดๆ ...เมื่อจะซื้อรถมือสอง

การเลือกซื้อรถยนต์มือสองไม่ใช่เรื่องง่าย ใครๆ ก็กลัวถูกหลอก แต่จะป้องกันได้อย่างไร ถ้ายังมีความเชื่อผิดๆ กันอยู่... บทความนี้ไม่ใช่วิธีเลือกรถยนต์มือสอง แต่จะช่วยลบล้างความเชื่อผิดๆ ได้


เต็นท์ต้องย้อมแมวเสมอ - รถบ้านต้องสภาพดีกว่า

ความเชื่อผิด : คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันอยู่ว่า การซื้อรถมือสองจากผู้ประกอบการ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เต็นท์รถมือสอง ต้องเสี่ยงต่อการย้อมแมว ต้องถูกหลอก มักเอารถเน่ามาหลอกขาย สารพัดจะเละทั้งตัวถังห่วย ชนยับ เครื่องยนต์ช่วงล่างซ่อมแบบขอไปที มีส่วนจริงบ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทุกเต็นท์

ส่วนรถที่ประกาศขายเองตามหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ตั้งกล่องจอดข้างทางประกาศขาย หรือที่เรียกกันว่า รถบ้าน หลายคนรีบมองว่า น่าจะสภาพดีกว่ารถเต็นท์ เพราะเจ้าของใช้เอง ขายโดยไม่มีคนกลางราคาถูกกว่า รถก็สภาพดีกว่า ไม่มีการย้อมแมว


ความเป็นจริง : ของมือสองจะมีสภาพดีหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขายเท่าไรนัก ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลและการใช้งานของเจ้าของเดิม และการปรับสภาพของผู้ขาย (ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นคนเดียวกับเจ้าของเดิม) เรื่องเต็นท์ย้อมแมว มีมาตลอดและยังมีอยู่เสมอ เพราะหลายคนทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้าน เน้นกำไรสูงๆ ไว้ก่อน ลูกค้ารู้ภายหลังไม่สน แต่เต็นท์หลายแห่งในระยะหลังมานี้ ต้องการทำธุรกิจระยะยาว ไม่รับซื้อรถสภาพแย่ๆ รถที่ขายอยู่ก็มีสภาพดี เพื่อให้ขายง่าย และสร้างชื่อเสียง ในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมวนกลับมาซื้ออีกหรือปากต่อปากบอกเพื่อนๆ ย่อมดีกว่าย้อมแมวขายแล้วลูกค้าสาปส่ง เรื่องนี้ต้องแล้วแต่นโยบายทางธุรกิจ


ส่วนรถบ้านนั้น มีทั้งแท้และเทียม เพราะพ่อค้ารถทราบดีว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ เชื่อมั่นว่ารถบ้านต้องสภาพดีราคาถูก ผู้ซื้อมักจะชะล่าใจ ตัดสินใจง่ายไม่ดูละเอียด จึงใช้วิธีเช่าบ้านเอารถไปจอดขายทีละคันสองคัน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไร ค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันบาท แล้วอาจจะอยู่อาศัยเองด้วย หรืออาจจะใช้วิธีฝากขายกับคนที่ไว้ใจ ปลอมเป็นรถบ้าน สังเกตได้ว่าผู้ขายจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรถคันนั้น อ้ำอึ้งเมื่อถูกถามลึกๆ และที่สำคัญคือ ชื่อในสมุดทะเบียน จะไม่ใช่ผู้ขายคนนั้น

ส่วนรถบ้านแท้ๆ ขายโดยเจ้าของจริง ไม่จำเป็นว่ารถจะมีสภาพดี เพราะเขาอาจจะดูแลรถมาไม่ดี จนเต็นท์ไม่รับซื้อหรือไม่รับเทิร์น เลยต้องมาขายเอง เป็นเรื่องแปลกที่รถบ้านซึ่งซ่อมแบบขอไปที ไม่ถูกเรียกว่าย้อมแมว


ความเข้าใจที่ถูกต้อง
: ให้ความเป็นกลางในใจในเรื่องของแหล่งที่ขาย ให้คิดว่าไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็มีโอกาสถูกย้อมแมวได้พอกัน จะได้ไม่ชะล่าใจ


สีสวย คือ สภาพดี อาจเพราะทำมาใหม่

ความเชื่อผิด : ไม่แปลกที่เมื่อเห็นรถคันใดสีสวยเงางาม ไม่มีรอยเฉี่ยวชนค้างอยู่ หลายคนจะคิดไปก่อนเลยว่า รถคันนี้สภาพดี เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นอย่างแรก และไม่ซับซ้อนในการดู ถึงจะซ่อมสีมาหรือพ่นใหม่ทั้งคัน แต่ถ้าทำมาเรียบร้อย ไม่เป็นคลื่นเป็นลอน อย่างน้อยก็ดูดี และอาจทำให้ผู้ซื้อชะล่าใจ ดูส่วนอื่นไม่ละเอียด



ความเป็นจริง : สีสวย แต่อาจเป็นเพราะซ่อมมาแล้ว หรือทำมาใหม่ทั้งคัน หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สวยเงางามไม่พอ จำเป็นต้องดูในรายละเอียดว่า ทำไมถึงสีเนียน เป็นสีเดิมจากโรงงานจริง หรือสีพ่นใหม่ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับอายุของรถด้วย ถ้ารถใหม่อายุไม่เกิน 7-8 ปี ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยของสีจากโรงงานผลิตที่พอจะทนอยู่ได้ ก็ไม่ควรจะมีการทำสีใหม่มาทั้งคัน ถ้าเคยซ่อมสีมาแผลสองแผลพอทำใจได้ หากทำสีมาทั้งคัน สันนิษฐานได้ 2 สาเหตุหลัก คือ เกิดอุบัติเหตุหนักหรือจอดตากแดดขาดการดูแล เพราะรถปีใหม่ๆ นั้นในแวดวงเขาเน้นกันว่าต้อง สีเดิม โดยผู้ขายมักจะบอกเน้นมากๆ ถ้าเป็นสีเดิมทั้งคัน เพราะจะชัดเจนว่า รถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย ส่วนรถเก่าอายุเกิน 10 ปี แน่นอนว่าต้องมีการทำสีมาใหม่ แต่ควรจะใหม่แบบเรียบร้อย ไม่ใช่ใหม่แต่ภายนอก แต่ภายในหมกเม็ดเลอะเทอะ ทำแบบลวกๆ



ความเข้าใจที่ถูกต้อง : สีเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สวยแต่เปลือกก็มีเยอะ ถ้าเป็นรถใหม่ สีเดิมจากโรงงานย่อมดีที่สุด หลีกเลี่ยงการซื้อรถปีใหม่ๆ ที่ทำสีมาใหม่ทั้งคัน เพราะยังไงก็ไม่เนี้ยบไม่ทนเท่าสีโรงงาน ส่วนรถเก่าถ้าทำสีมาใหม่ ควรสวยทั้งนอกทั้งใน ละอองสีไม่เลอะเทอะ และอย่าลืมดูส่วนอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะไม่ใช่สีสวยแล้วตัวถังต้องดีเสมอไป



เคาะ..ป๊องๆๆ บางทั้งคัน อาจบางแค่ภายนอก

ความเชื่อผิด : ความบางจากการเคาะด้วย มะเหงกนั้น หมายถึง ตัวถังบางมีแต่เหล็กกับเนื้อสี ไม่มีสีโป๊วทับเนื้อเหล็กอยู่ใต้สีชั้นนอก ถ้าเคาะแล้วบาง เสียงก้องๆ ดังป๊องๆๆๆ เสียงไม่ทึบ แสดงว่าบาง ไม่เกิดอุบัติเหตุมา ไม่มีการชน แล้วเคาะซ่อมแล้วโป๊วสีทับ ผู้ขายบางคนรีบบอกเลยว่า รถคันที่จะขายบางทั้งคัน ป๊องทั้งคัน เพื่อแสดงว่าไม่มีการชนหนักมาก่อน ผู้ซื้อจะได้สนใจ



ความเป็นจริง : การเคาะด้วยหลังมือไปทั่วคันรถ สามารถตรวจสอบความบางของตัวถังด้านนอกได้ว่า มีสีโป๊วทับหรือไม่ แต่การที่ตัวถังในส่วนที่เคาะนั้นบาง ไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นไม่เคยเกิดอุบัติเหตุหนักๆ ทุกชิ้นที่อยู่ภายนอกอาจบาง ทั้งที่รถคันนั้นเคยชนเละมาแล้ว เพราะซ่อมแบบเปลี่ยนทั้งชิ้น เช่น เปลี่ยนประตูทั้งบาน ฝากระโปรงทั้งชิ้น หรือแม้แต่แผ่นหลังคา ถึงจะคว่ำมา ก็เปลี่ยนหลังคาทั้งแผ่นได้ ถ้าซ่อมโดยวิธี เคาะดึงโครงสร้างข้างในแล้ว ชิ้นนอกใช้วิธีเปลี่ยนเอา หลังมือเคาะ ยังไงก็ป๊องๆ ยังไงก็บางทั้งคัน



ความเข้าใจที่ถูกต้อง :
การเคาะตัวถังภาย นอกบอกไม่ได้ว่า รถคันนั้นไม่เคยชน เพราะบอกได้แค่ว่า ชิ้นนั้นไม่เคยชน แต่ข้างในนั้นอาจชนมาเละ แล้วเปลี่ยนชิ้นใหม่ภายนอกมา อะไหล่ตัวถังทั้งแท้ เทียบ เทียม ใหม่ เก่า มีให้เลือกเปลี่ยนอย่างสะดวก เมื่อเคาะฟังเสียงข้างนอกแล้ว ที่สำคัญคือ ต้องดูตะเข็บ รอยเชื่อม รอยอาร์คภายในทุกจุด เท่าที่จะดูได้อย่างละเอียด ถึงจะทราบได้ว่ารถคันนั้นเคย เกิดอุบัติเหตุหนักๆ หรือไม่ การเคาะแล้วเสียงป๊องๆ เป็นส่วนประกอบย่อยเท่านั้น ยุคนี้ชิ้นไหนๆ ก็เปลี่ยนกันได้ในราคาไม่แพง



เลขระยะทางบนหน้าปัด อย่าเชื่อมาก


ความเข้าใจผิด : แม้คนส่วนใหญ่จะพอทราบกันว่า เลขกิโลเมตรบนมาตรวัดระยะทาง หรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า ไมล์ (ทั้งที่ไม่ใช่ระยะเป็นไมล์) สำหรับการซื้อ ขายรถมือสองนั้นเชื่อถือแทบไม่ได้ เพราะสามารถหมุนเลขกลับได้ง่าย มีช่างเก่งๆ รับทำให้ในราคาคันละ 500-1,000 บาทเท่านั้น แต่ผู้ซื้อก็อดไม่ได้ที่จะดูเลขไมล์ ประกอบการตัดสินใจด้วยเสมอ ดูเลขไมล์แล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อ บางคนยังไล่ไปดูร่องรอย การรื้อหน้าปัดด้วย ส่วนรถที่ใช้เลขไมล์เป็นดิจิตอล คนส่วนใหญ่คิด ว่าเปลี่ยนแปลง จากการใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งที่บาง คันอาจทำ แต่อาจจะยากกว่าแบบอนาล็อก


ความเป็นจริง : ไม่ควรถือว่าเลขไมล์บนมาตรวัด เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ ควรดูสภาพส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่าการเชื่อตัวเลขบน หน้าปัด เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ทั้งแบบอนาล็อก และดิจิตอล โดยในแบบหลังนั้น อาจจะใช้วิธีป้อนสัญญาณให้เลขวิ่งเดินหน้า จนกลับมาขึ้นรอบใหม่ก็เป็นได้


ความเข้าใจที่ถูกต้อง : เลขไมล์แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ถ้าสภาพของอุปกรณ์อื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น เลขไมล์น้อย แต่เบาะทรุด เปื่อย ปุ่มกดต่างๆ เลอะเลือนหรือถูกกดจนเลี่ยนมนไปหมดแล้ว



รถเต็นท์ราคาแพง - รถบ้านราคาถูก


ความเชื่อผิด : ความเชื่อนี้ไม่ผิดเท่าไรนัก เพราะรถในเต็นท์ส่วนใหญ่ มักจะมีราคาแพงกว่ารถบ้านแท้ๆ เพราะทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร หรือต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับสภาพ รถเต็นท์ย่อมต้องเนี้ยบ ส่วนรถบ้านนั้นอะไรพังนิดพังหน่อย เฉี่ยว นิดๆ หน่อยๆ แล้วยังไม่ซ่อม ก็ไม่มีใครว่า แต่รถ บ้านบางคันอาจจะตั้งราคาไว้แพง เพราะเจ้าของศึกษาราคาจากรถเต็นท์ ที่ประกาศไว้ หรือแพงโอเวอร์ไปเลยก็ยังมี และคิดไปเองว่าจะขายได้ราคาตามนั้น ทั้งที่ในเต็นท์นั้นเป็นแค่ราคาตั้ง พอซื้อจริงอาจจะลดได้อีกมากก็เป็นได้



ความเป็นจริง :
ในเต็นท์อาจแพงกว่ารถบ้าน แต่ถ้าซื้อเป็นเงินผ่อนก็สะดวกดี เพราะมีบริการหรือติดต่อแหล่งเงินกู้ให้ได้ หรือถ้าบางเต็นท์ร้อนเงิน หรือใช้นโยบายเงินหมุนเร็ว กำไรนิดหน่อยก็ขายดีกว่าแช่นาน ราคาก็อาจไม่แพง


ความเข้าใจที่ถูกต้อง : ตั้งเงื่อนไขในการซื้อไว้ว่า ราคาไม่เกี่ยวกับแหล่งที่ขาย จะซื้อที่ไหน ขอให้สภาพดีแล้วมีราคาที่เหมาะสมกันเป็นพอ ถูกแต่สภาพไม่ดี ก็ไม่น่าสน



เต็นท์รับประกัน ซ่อมฟรี ดูแลฟรี ไม่ดีคืนเงิน

ความเชื่อผิด : บริการหลังการขายตามโฆษณาซ่อมแบบค่าแรงฟรี เป็นระยะยาว คิดว่าช่างจะดี บริการเยี่ยม เสียแต่ค่าอะไหล่ หรือซื้ออะไหล่เข้าไปเองได้



ความเป็นจริง : เมื่อใช้บริการจริง กลับพบกับสารพัดปัญหา ช่างไม่เก่ง ค่าแรงฟรีจริง แต่บวกลงไปในค่าอะไหล่จนแพงเกินจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้ออะไหล่ไปให้ก็อิดออด สารพัดจะบอกปัด เป็นเรื่องปกติครับ ขายรถมือสอง 1 คันได้กำไรไม่กี่บาท จะมาดูแลหรือซ่อมฟรีกัน ในระยะยาวได้อย่างไร แทบไม่เคยเห็นเต็นท์ไหนประกาศออกมาแล้วบริการจริงๆ ได้ดีเลย



ความเข้าใจที่ถูกต้อง : ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขซ่อมแบบค่าแรงฟรี ยกเว้นเรื่องการรับประกัน ที่บางเต็นท์มีให้ในระยะสั้นเช่น 1 เดือนซ่อมฟรีแบบไม่มีข้อแม้ ก็ควรทำเอกสารรับประกันให้รัดกุมและชัดเจนที่สุด



การเลือกรถยนต์มือสอง แบบที่ผู้ซื้อดูอะไรไม่เป็นเลย นอกจากสีเงาๆ และทดลองขับดู เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างมาก ถ้าสนใจจริงๆ ควรหาคนที่มีความรู้มากกว่า ถึงจะไม่เก่งมาก แต่ก็ยังดี และที่สำคัญคือ ลบความเชื่อผิดๆ ออกไปก่อน !

ขอขอบคุณ บทความจาก  http://www.car-2-buy.com/TipLifestyle/Tips/TipUsedCar/index.php

การเลือกซื้อรถมือสอง

การเลือกซื้อรถมือสอง  


       ท่านที่ต้องการซื้อรถมือสองหรือ รถใหม่ก็แล้วแต่ ควรรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเสียก่อนว่าจะนำรถไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์
อะไรปัจจัยต่อไปที่เราจะพูดถึงก็คือ การพิจารณาในการเลือกซื้อรถมา ใช้ ควรดูว่ารถที่เราจะขับเป็นรถยี่ห้ออะไร
และมีศูนย์บริการหรือบริการหลังการขายอย่างไร อะไหล่มีราคาถูกหรือราคาแพงและหาได้ง่ายหรือไม่ เพราะรถมือสองอาจจะต้องมีการซ่อมหลัง
จากการซื้อมามากหน่อย ซึ่งถ้าเป็นรถทางค่ายยุโรปอาจจะมีปัญหาเรื่องการหาอะไหล่ราคาถูกได้ยาก

  หรืออาจจะต้องรออะไหล่นาน สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากความนิยมในการใช้ทั่วๆ ไป ถ้ามีความนิยมใช้มากอะไหล่ก็จะหาได้ง่ายและมีราคาถูก
ดูปีที่ผลิตรถว่ารถเก่าไปไหม หรือจะใช้ได้อีกนานหรือไม่ ดูว่าหากต้องการขายต่อ ยังพอได้ราคาอยู่หรือเปล่า ดูเลขกิโลเมตรกับปีรถว่าเหมาะสมกันหรือไม่
ซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อต่างๆ ต่อไปนี้ครับ

1. การตรวจเช็คสภาพภายนอกของรถยนต์
คือ การดูตัวถังภายนอกและการดูสีของรถยนต์ การดูสีของรถยนต์ควรดูที่สว่างๆ
แต่ไม่ใช่กลางแดดจัด ให้มีแสงพอสมควร เริ่มจาก

  1.1 ยืนในต่ำแหน่งหน้ารถ แล้วนั่งลงมองในระดับฝากระโปรงหน้าทั้งด้านซ้าย และด้านขวาดูเส้นขอบตรงหน้ารถไปจรดท้ายที่เป็นเส้นตรงว่ารอยหรือเส้นขอบ
        ต่างๆ ผิดเพี้ยนหรือไม่ถ้าดูแล้วมีรอยยุบของเส้นขอบต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องสันนิษฐานได้ว่ารถคันนี้ได้มีการทำสีมาแล้ว
  1.2 เดินดูรอบรถโดยดูเส้นขอบของประตูเป็นแนวเดียวกันหรือไม่ มีรอยโค้ง รอยนูนหรือเว้าหรือไม่
  1.3 ดูช่องว่างระหว่างประตูแต่ละบานว่าเหมาะสมกันหรือไม่
  1.4 ดูตัวถังว่ามีการโป๊วสีมาหรือไม่ โดยการใช้นิ้วดีดหรือเคาะเพื่อทำการฟังเสียง โดยทำรอบๆ ตัวรถบริเวณที่มีเสียงทึบมีโอกาสเป็นไปได้ว่ารถได้มีการทำสีมาก่อน
        เสียงที่ดีต้องเป็นเสียงป็อกๆ ถือว่าใช้ได้
 1.5 ต่อไปให้ดูว่าผิวสีเรียบเป็นปรติเหมือนกันทั้งคันหรือไม่ เพราะถ้าผิวสีที่มีรอยนูนหรือเว้า หรือลักษณะของสีที่แตกต่างกัน
 1.6 ดูส่วนประกอบรอบๆ รถ เพื่อที่จะบอกได้ว่าเจ้าของเก่ามีการใช้รถเป็นอย่างไร

2. การดูภายในห้องเครื่องยนต์ เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น เริ่มจาก

 2.1 ดูที่คานหน้าหม้อน้ำ ทั้งด้านบนและล่าง รูน๊อตยึดต่างๆ กลมเป็นปรกติหรือไม่
 2.2 ดูสภาพของสีกลมกลืนทั้งห้องเครื่องยนต์หรือไม่ ถ้าสีเหมือนกันแต่พ่นใหม่อาจจะมีการยกเครื่องออกมา เพื่อทำการซ่อมตัวถังหรือซ่อมเครื่องยนต์
 2.3 ดูตะเข็บรอยต่อเป็นปรกติ เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง
 2.4 ดูซุ้มล้อหน้าซ้าย,ขวา สังเกตสติ๊กเกอร์ NAME PLATE ว่ามีหรือไม่ สภาพเป็นปกติหรือเปล่า
 2.5 ดูร่องน้ำไหล ทั้งซ้ายและขวา ง่ามีรอยบุบหรือคดบ้างหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงการเกิดอุบัติเหตุหรือเพียงแค่ทำสีใหม่เท่านั้นควรดูให้ดี

3. การดูเครื่องยนต์

 3.1 คราบหรือร่องรอยของการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง
 3.2 ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก, คลัทช์, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ สีต้องเป็นปกติและสะอาด
 3.3 ระดับน้ำยาหล่อเย็น จะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด
 3.4 ระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ สีและกลิ่นของน้ำมัน
 3.5 ระดับน้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด สีและกลิ่นต้องอยู่ในสภาพที่ดี
 3.6 สภาพของสายพานต่างๆ จะต้องไม่แตกร้าว ความตึงพอเหมาะ
 3.7 ตรวจหม้อน้ำ,ฝาปิดหม้อน้ำ จะต้องไม่รั้วและมีน้ำอยู่ในระดับที่พอเหมาะ
 3.8 สภาพของสายไฟในห้องเครื่องยนต์ จะต้องจัดเก็บเรียบร้อย
 3.9 แบตเตอร์รี่จะต้องไม่บวม ขั้วแบตเตอร์รี่สภาพดี และดูอายุของแบตเตอร์รี่,สภาพของน้ำกลั่น
 3.10 ติดเครื่องฟังเสียงของเครื่องยนต์ว่าผิดปกติหรือไม่ และจะติดเครื่องได้โดยง่าย
 3.11 เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วสังเกตเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ เครื่องยนต์เดินเรียบหรือเปล่า
 3.12 ตรวจการรั่วของกำลังอัด ดูไอน้ำมันเครื่อง โดยดึงก้านวัดน้ำมันขึ้นมาดูว่ามีควันหรือกลิ่นไหม้ ถ้าไม่มีถือว่าใชได้ และจะต้องไม่มีแรงดัน
        ดันออกมาทางด้านก้านวัดน้ำมันด้วย
 3.13 เดินไปท้ายรถสังเกตควันที่ออกจากท่อไอเสีย จะต้องไม่ขาวและดำ ถ้าผิดปกติแสดงว่าเครื่องยนต์ทำงานบกพร่อง อาจจะต้องมีการทำเครื่องยนต์ใหม่

 4. การดูห้องโดยสาร

  4.1 แผงหน้าปัทม์ ดูไฟเตือนต่างๆ ขณะเปิดสวิทซ์กุญแจ ต่อจากนั้นสตาร์ทเครื่อง ไฟเตือนต่างๆ จะต้องดับลง
  4.2 ระบบเครื่องเสียงใช้งานได้ตามปกติหรือไม่
  4.3 ระบบปรับอากาศ อุณหภูมิของลม การปรับตั้ง Mode, Fan, Temperature ทำงานได้ดีหรือเปล่า
  4.4 ไฟส่องสว่างภายในรถ เช็คสัญญาณไฟเลี้ยว, ไฟสูง ว่าติดที่หน้าปัทม์หรือไม่ขณะทำการเปิด
  4.5 กระจกหน้าต่างทุกบานปิดสนิทหรือไม่
  4.6 เบาะนั่งอยู่ในสภาพใช้งานได้เป็นปกติสามารถทำการปรับตั้งได้หรือไม่

 *โดยรวมสภาพของห้องโดยสาร จะต้องสัมพันธ์กับอายุของรถ เลขกิโลเมตร่าเหมาะสมกันหรือไม่

5. ดูห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ การดูคล้ายๆ กับห้องเครื่องยนต์

 5.1 รอยตะเข็บต่างๆ ,รอยเชื่อม,รอยบัดกรี จะต้องไม่ผิดเพี้ยนจากจุดใกล้เคียง
 5.2 ร่องรอยการทำสี ว่ามีสีที่ดูใหม่กว่าจุดอื่นหรือไม่
 5.3 รางน้ำฝากระโปรง ต้องไม่เสียรูป
 5.4 ถ้าเป็นรถเก๋งควรเปิดพรมท้ายรถดูว่ามี เครื่องมือ, ยางอะไหล่อยู่หรือเปล่า และตรวจดูว่ามีน้ำขังอยู่หรือไม่ ถ้ามีอาจเกิดจากการรั่ว
      ของรอยตะเข็บบริเวณรางน้ำของฝากระโปรงท้ายได้

 6. ตรวจสอบช่วงล่าง
โดยรถยนต์กับที่

 6.1 กดรถทางด้านหน้าและหลัง เพื่อดูการทำงานของโช๊คอัพจะต้องไม่แข็งและเด้งเร็วเกินไป และดูว่ามีคราบน้ำมันจำนวนมากที่บริเวณโช๊คอัพหรือไม่
       ถ้ามีแสดงว่าน่าจะชำรุด
 6.2 ดูยางทั้ง 4 เส้นว่าสภาพของดอกยางมีการสึกหรอสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าไม่สม่ำเสมอแสดงว่าช่วงล่างและศุนย์ล้อน่าจะมีปัญหาสังเกตยางมีการปริแตก
       หรือฉีกขาดหรือเปล่า ยางยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ เพราะยางแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น จะมีการออกแบบมาใช้งาน และการบรรทุกจะไม่เหมือนกัน
       ขึ้นอยู่กับการผลิตของยางยี่ห้อนั้นๆ ถ้าใช้ยางผิดประเภทจะทำให้เกิดอันตรายได้

 6.3 ระยะฟรีพวงมาลัยจะต้องมีเล็กน้อย ถ้ามากเกินไปเป็นไปได้ว่า ลูกหมากจะมีปัญหา
 6.4 ถ้าสามารถทำการตรวจสอบใต้ท้องรถได้ ให้ดูว่ามีการผุกร่อนของตัวถังบริเวณใต้ท้องหรือไม่ แซสซีส์ต้องตรงไม่การ บิดเบี้ยว ผุ หรือทีรอยเชื่อมที่เกิดจากการหักของแซสซีส์

7. การทดสอบโดยการขับขี่ ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกขับตามสภาพถนนหลายๆ แบบ

 7.1 ทดสอบระบบรองรับว่าทำงานได้ดีหรือไม่ เช่นโช๊คอัพ, สปริง, แหนบ ขณะทำการวิ่งทดสอบว่ามีเสียงดังเกิดจากช่วงล่างหรือไม
 7.2 ขณะทำการเร่งเครืองยนต์ มีเสียงดังเกิดขึ้นผิดปรกติหรือไม่
 7.3 ขณะรถวิ่งมีเสียงเข้ามาในห้องโดยสารมากน้อยเพียงใด
 7.4 เวลาวิ่งด้วยความเร็วสูงรถควรมีการเกาะถนนที่ดีพอ และจะต้องไม่มีอาการส่ายหรือโครงไปมา
 7.5 ทดลองเลี้ยวซ้ายและขวาดูว่า ช่วงล่างเกิดเสียงดังหรือไม่
 7.6 การทำงานของเบรกระบบ ABS ทำงานเป็นปกติหรือไม่ โดยทำงานของเบรก ABS ขณะเบรกแบบกระทันหันจะมีการเคลื่อนตัวขึ้นลง
       แป้นเบรกเป็นระยะ ในขณะที่ไม่ได้ถอนเท้าออกจากแป้นเบรก ถ้ามีแสดงว่าเป็นปกติ
 7.7  ทดสอบศูนย์ขณะรถวิ่ง ว่าดึงไปมาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ และพวงมาลัยตรงพอดีหรือไม่
 7.8 การตัดต่อของคอมเพรสเซอร์แอร์ขณะขับขี่มีเสียงดังเป็นปกติหรือไม่ หากมีเสียงดังเกินไปอาจเกิดจากลูกปืนคลัทช์หน้าคอมเพรสเซอร์แอร์ชำรุด
 7.9 หลังจากขับทดสอบแล้วให้ติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่ เพื่อดูความผิดปกติอีกครั้ง

 8. การดูเอกสารเล่มทะเบียนรถยนต์

     เราจะรู้ประวัติของรถยนต์เบื้องต้นได้โดยการตรวจสอบดูจาก เล่มทะเบียนรถยนต์ จะทำให้ทราบว่ารถคันนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วกี่ราย
มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์และสีของรถยนต์หรือเปล่า ควรเลือกซื้อรถที่ ผ่านการใช้งานมามือเดียว หรือจากเจ้าของคนเดียว
จะช่วยให้เราสามารถซักถามประวัติการใช้รถได้ เอกสารที่ควรใส่ใจมากที่สุด คือสมุดจดทะเบียนไม่ควรมีการแก้ไขโดยไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ขนส่ง กำกับ
หากสมุดจดทะเบียนมีข้อน่าสงสัยไม่ควรทำการซื้อขายรถคันดังกล่าว

    แต่พอจะสรุปสุดท้ายก็คงต้องดูที่ราคาว่าเหมาะสมกับรถไหม เพราะการซื้อรถมือสองก็ต้องดูตามสภาพความเป็นจริงว่าสภาพรถขนาดนี้
ราคาก็น่าจะอยู่ประมาณนี้ เพราะถ้าจะเอารถมือสองคุณภาพ เทียบเท่ารถใหม่ จะให้ราคาถูกก็คงหาได้ยากหรือหาไม่ได้เลย
เพระาฉะนั้นควรระลึกไว้ด้วยว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ควรเลือกแบบที่เหมาะสมกับราคาตามสภาพรถ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานครับ

เครดิต http://www.phithan-toyota.com

ท่านั่งขับรถ ตำแหน่งการจับพวงมาลัย และการปรับเบาะที่ถูกต้อง

ท่านั่งขับรถ ตำแหน่งการจับพวงมาลัย และการปรับเบาะที่ถูกต้อง


การปรับเบาะและท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง มีผลมากต่อ ความปลอดภัยในการขับรถ รวมถึงความปลอดภัย
เมื่อเกิดการชนด้วย การปรับเบาะที่ถูกต้องทำได้ไม่ยาก แค่ใช้ฝ่าเท้า เน้นว่าฝ่าเท้า ไม่ใช่ปลายเท้า เหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด
หรือถ้าเป็นเกียร์ออโต้ ก็ใช้ฝ่าเท้า เหยียบแป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย นั่นเป็นตำแหน่งของ เบาะนั่งที่เหมาะสม

ส่วนการปรับพนักพิงที่ถูกต้อง
จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา
แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา ปรับเสร็จแล้ว ลองเลื่อนมือไปวางไว้ บนสุดของวงพวงมาลัย
แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลย ไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป
ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือ เข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป

หมอนรองศีรษะก็สำคัญ ควรปรับให้พอดี โดยให้เอนศีรษะ แล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายาม พิงหมอนเวลาขับ
เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับ เมื่อเกิดการชนแล้ว ศีรษะจะได้สะบัดไปด้านหลังน้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ

เข็มขัดนิรภัยถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัย ต้องพาดจากไหปลาร้า
เฉียงลงมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถว กระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไป

พวงมาลัยของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไป เพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไป จนติดต้นขา
กระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง เปรียบเสมือนตาหลังของคนขับ กระจกมองข้าง ควรปรับไม่ก้ม หรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ
อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลัง ก็ปรับให้เห็นด้านหลัง เป็นมุมกว้างที่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเอง แบบที่หลายคนทำกัน

ทั้งหมดที่แนะนำ ต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถ หรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก
ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ

         ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัย หรือแผงหน้าปัดโดยตรง
ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย

สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมนิรภัย คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบน อาจปะทะกับถุงลมนิรภัย ผิดจังหวะ คือ
ปะทะตอนถุงลมนิรภัยยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมนิรภัย ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่
การจับพวงมาลัยก็เกี่ยวข้องกับถุงลมนิรภัย เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่ง แขนอาจไปขวางทาง การพองตัวของถุงลมนิรภัย ทำให้ถุงลมนิรภัย
ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา

         ส่วนรถที่มีถุงลมนิรภัย ฝั่งข้างคนขับ ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่วางของขวางทางถุงลมนิรภัย และอ่านคำเตือน เรื่องถุงลมนิรภัย
ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ ก็ต่อเมื่อ มีการใช้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า
อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็น ถุงลมมหาภัยได้

ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง


         จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกัน มากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดู คนขับรถ
ผ่านไปเท่านั้น 3 สาเหตุ ที่ทำให้หลายคน ปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ

    เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก
    จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็น จะเกิดอุบัติเหตุเลย
    ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย

         ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกัน น่าจะเข้าใจกัน
ได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ
เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุม จะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งอยู่ครึ่ง หรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี
การกำพวงมาลัย สำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป
ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล
เพราะถนนเมืองไทยมีหลุม โดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบ ฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์
ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ

         อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ ออกไปเท่าที่ทำได้
เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก เกือบตลอดการขับ ถ้าขับทางไกลแล้วรู้สึกเมื่อย
ก็แค่บีบข้อศอกเข้ามาแตะลำตัวเท่านั้นเอง ไม่ควรคิดว่าจับพวงมาลัยตำแหน่งแบบไหนๆ ก็ไม่เคยขับรถชน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียว
อาจไม่มีโอกาสนึกถึงการแนะนำนี้เลยก็เป็นได้

Credit : benzunity.com

ตัวอย่างการดูรถมือสอง

ตัวอย่างการดูรถมือสอง (Video)



จากคลิปการตรวจสอบรถมือสองด้านล่างนั้น เป็นเพียงหลักการคร่าวๆ ของการตรวจสอบรถมือสอง ก่อนตัดสินใจซื้อเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยในการตรวจสอบรถมือสองก่อนซื้ออีกมากมายเช่น

- เลขไมล์ โดยเฉลี่ยแล้วรถหนึ่งคันจะวิ่งราวๆ 20,000 กิโลเมตรต่อปี แต่ถึงอย่างไร อาจมากน้อยตามลักษณะการใช้งาน แต่อย่าเกินจากนี้มากนัก เพระถึงแม้คุณได้รถปีที่ใหม่กว่า แต่วิ่งมา จะสองแสนกิโลแล้ว ย่อมต้องเสียค่าซ่อมบำรุงเยอะกว่ารถที่ปีเก่ากว่า แต่วิ่งมาน้อยกว่า เป็นต้น
แต่ในปัจจุบันการกรอเลขไมล์นั้นสามารถทำกันได้ทั่วไป จึงควรพิจารณาสิ่งอื่นว่าขัดแย้งกับระยะการใช้งานหรือไม่

- ราคาขายต่อ จุดนี้บางท่านอาจมองข้ามไปเลยก็ได้ หากซื้อรถใช้งานยาวๆ แต่สำหรับบางท่านที่เบื่อง่าย ก็น่าจะลองเอาไปพิจารณาด้วย จะได้เหงื่อไม่ตกตอนขายต่อ อิอิ

- ประเมินราคาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเมื่อซื้อมา เช่น ยางสึกไปมากแค่ไหน สีต้องทำใหม่หรือป่าว เพราะว่า ตรงนี้จัดได้ว่าเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งด้วย คุณอาจได้รถราคาถูกกว่าเพื่อน แต่พอซื้อมาขับได้ 2 เดือน ต้องปลี่ยนยาง เปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้น ต้นทุนคุณก็เพิ่มขึ้นแล้ว

 - รุ่นย่อยของรถที่คุณจะซื้อ เช่น คุณต้องการซื้อ Toyota Altis ซักคัน แต่ยังแยกไม่ออกเลยว่ารุ่นย่อยตัว J ตัว E ตัว G ต่างกันที่อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น เพื่อนคุณไปซื้อตัว Top มา 450000 อีกวันคุณไปเจอเค้าขาย 400000 คุณเลยซื้อมาเพราะคิดว่าได้ของถูก แต่ที่จริงแล้วรถที่ซื้อมาเป็นเพียงแค่ตัว J ซึ่งเป็นตัวล่างนั่นเอง

- ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย กล่าวคือต้องพิจารณาสิ่งที่ผู้ขายโฆษณา กับความเป็นจริงว่าขัดแย้งกันหรือไม่ เช่น ผู้ขายบอกรถปี 2011 ใช้น้อย รักษา แต่พอดูยางแล้วดอกแทบไม่เหลือ มันก็ดูขัดแย้งในตัวเองอยู่ เป็นต้น

คลิปตัวอย่างการดูรถมือสอง

- วีธีตรวจสอบรถมือสองเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจซื้อ

Credit: Taladrod.com


- วิธีดูรถมือสองเบื้องต้น







Credit:ArjanMoo

ข้อดี-ข้อเสียรถมือสอง กับรถป้ายแดง

เรามาว่าถึงข้อดี ข้อเสียของรถมือสอง กับ ป้ายแดงกันดีกว่า อันนี้แค่คร่าวๆ นะครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือใจคุณเอง "อย่าซื้อเพราะคนอื่น เราต้องฟังข้อมูล แล้วเลือกเอง" เพราะสุดท้าย คุณนั่นแหละที่เป็นคนจ่าย


ข้อดี-ข้อเสียรถป้ายแดง

ข้อดี
- ได้รถตามสเปกที่ต้องการเช่น สี, รูปแบบ, ออฟชั่นต่างๆ
- ไม่ต้องกังวลเรื่องการผ่านการใช้งาน
- ประหยัดค่าบำรุงรักษาอย่างน้อยๆ 4-5 ปี
- ดอกเบี้ยถูกกว่า
- ดูดี สดใส ไฉไลกว่ามือสอง
- ได้ขึ้นชื่อว่าออกรถป้ายแดง ฮ่าๆๆ

ข้อเสีย
- ต้องใช้เงินในการออกรถค่อนข้างเยอะ เพราะมีเรื่องเงินดาวน์
- อาจจะต้องรอคิวในการรับรถ



ข้อดี-ข้อเสียรถมือสอง

ข้อดี
- ได้รถใน Segment ที่สูงขึ้น เช่น มือหนึ่งได้ CITY แต่มือสองได้ CIVIC ในราคาเท่าๆ กัน
- ใช้เงินในการออกรถน้อยกว่ามาก บางครั้งอาจได้เงินกลับบ้านด้วยในกรณี ราคาประเมินสูงกว่าราคาซื้อจริง
- ได้รถเลยไม่ต้องรอ
- ได้รถที่ทำเพิ่มมาตามที่อยากได้ ในราคาถูก เช่นมีเครื่องเสียง, ล้อแม็ก, ซันรูฟ เป็นต้น

ข้อเสีย
- เป็นรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
- ค่าบำรุงรักษาเยอะกว่าป้ายแดง
- ดอกเบี้ยแพงกว่า
- มีโอกาสถูกย้อมแมว
- ความภูมิใจน้อยกว่า




วิธีการคำนวณค่างวดรถมือสอง-รถป้ายแดง




ก่อนเลือกซื้อรถมือสอง หรือรถป้ายแดงนั้น ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านต้องมีข้อหนักใจในเรื่องของค่างวดรถในแต่ละเดือนว่า ถ้าซื้อรถคันนี้ต้องผ่อนเท่าไร เพื่อเอามาคำนวนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของตัวเองอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมา ผมเห็นหลายๆ คนรวมทั้งผมด้วยมักจะถามเอาจากคนที่เคยออกรถว่า ถ้าซื้อรถราคาเท่านี้ จะผ่อนเดือนละเท่าไร ซึ่งคนที่ถูกถามนั้นแม้ว่าจะมีรถเป็นของตัวเอง และผ่อนกันอยู่ทุกเดือน แต่ !!! หลายๆ คนมักใช้การ"ประมาณ" หรือ "เดา" กันซะมากกว่า ยากที่จะสามารถหายอดค่างวดที่แน่นอนได้ ซึ่งตัวผมมองว่า จุดนี่เป็นจุดสำคัญมาก แต่หลายๆ คนมักมองข้ามถึงการหาสูตรคำนวนที่แม่นยำ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกรถซักรุ่นหนึ่ง

ที่บอกว่าสำคัญมาก เพราะ คุณอาจมองว่าตัวคุณน่าจะผ่อนไหวแค่ CITY แต่อันที่จริง คุณสามารถผ่อน CIVIC ได้นั่นเอง สาเหตุอาจมาจากแค่คุณ "ไม่รู้" ว่าที่จริงแล้วต้องผ่อนเท่าไรกันแน่

ร่ายกันมาซะยาว เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่านะครับ
- ราคารถเริ่มต้นที่ 700,000 บาท ทั้งป้ายแดงและมือสอง
- เงินดาวน์ 100,000 บาท
- ดอกเบี้ยใช้ 5%/ปี ทั้งคู่ (ปกติ ป้ายแดงถูกกว่ามือสองจ้า)
- ผ่อนนาน 5 ปี คือ 60 เดือน
________________________________________________________________

การคำนวณค่างวดรถป้ายแดง
เอาราคารถตั้ง ลบด้วยเงินดาวน์
700,000 - 100,000 = 600,000 บาท

นำเงินต้นหลังหักเงินดาวน์ คูณด้วยดอกเบี้ย(%) แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ผ่อน
(600,000 x 5%) x 5 = 150,000 บาท (5 ปี)

นำดอกเบี้ยทั้งหมด มารวมกับราคารถ(หักเงินดาวน์แล้ว)หารด้วย เดือนที่ผ่อน(60 เดือน)
(150,000 + 600,000)/60 = 12,500 บาท/เดือน

สรุป เราซื้อรถราคา 700,000 บาท ดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ย 5% จะต้องเสียค่างวดเดือนละ 12,500 บาท นั่นเอง
________________________________________________________________

การคำนวนค่างวดรถมือสอง
เอาราคารถตั้ง ลบด้วยเงินดาวน์
700,000 - 100,000 = 600,000 บาท

นำเงินต้นหลังหักเงินดาวน์ คูณด้วยดอกเบี้ย(%) แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ผ่อน
(600,000 x 5%) x 5 = 150,000 บาท (5 ปี)

จะได้ราคารถหลังหักเงินดาวน์ รวมดอกเบี้ย = 750,000 บาท

นำดอกเบี้ยทั้งหมด มารวมกับราคารถ(หักเงินดาวน์แล้ว) คูณVAT 7%
((150,000 + 600,000) x 7%) = 52,500 บาท(VAT 7%)

แล้วนำค่ารถรวมดอกเบี้ย รวม VAT7%  มาหารด้วยเดือนที่ผ่อน
(750,000 + 52,500) / 60 = 13,375 บาท/เดือน

สรุป เราซื้อรถราคา 700,000 บาท ดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ย 5% จะต้องเสียค่างวดเดือนละ 13,375 บาท นั่นเอง

=====================================================
กล่าวคือ รถราคา 700,000 บาท หากซื้อป้าบแดงจะถูกกว่า รถมือสอง จำนวน
13,375 - 12,500 = 875 บาทต่อเดือน // 60 เดือน จะเท่ากับ 875 x 60 = 52,500 บาท
นั่นก็คือ ค่า VAT 7% นั่นเอง
แต่ในความเป็นจริง รถมือหนึ่งป้ายแดง ดอกเบี้ยย่อมน้อยกว่าด้วยนะครับ ต้องลองคำนวณดูจะได้รู้ครับผม และที่สำคัญรถมือสองนั้น เราไม่อาจแน่ใจในเรื่องการบำรุงรักษาของเจ้าของเดิม นอกจากจะรู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------
ข้อดีของป้ายแดง
- ไม่มี VAT 7%
- ค่าซ่อมบำรุงน้อยกว่า อย่างน้อยๆ ก็ประหยัดไป 4-5 ปีนู่น
- ดอกเบี้ยถูกกว่า
- ดูสด ใหม่ ไฉไลกว่า

ข้อดีรถมือสอง
- ได้รถใน Segment ที่สูงขึ้นในราคาเดียวกัน
- อาจได้รถตามสเปกที่ใฝ่ฝัน เช่น แต่งมาเต็ม แต่ราคาถูก (ต้องเซียนมากๆ นะครับจะจับรถพวกนี้)
- ค่าใช้จ่ายในการออกรถน้อยกว่า เพราะอาจไม่ต้องใช้เงินดาวน์

Intro

สมัยนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักที่คนๆ นึงจะมีรถเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นป้ายแดง หรือรถมือสองเนื่องมาจากปัจจัยมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น รายได้ที่มากขึ้น, นโยบายจากทางภาครัฐ, การแข่งขันทางการตลาดที่สูงขึ้น, และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเมื่อเราก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะเป็นเจ้าของรถดีๆซักคัน ผมเลยไปหาข้อมูลดีๆมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ จะได้ไม่มารู้สึกแย่ภายหลังกันนะครับ



HOT ISSUE